วันนี้มีคนเข้าชม : 1
เมื่อวานนี้มีคนเข้าชม : 1
เดือนนี้มีคนเข้าชม : 15
ปีนี้มีคนเข้าชม : 50
ปีที่แล้วคนเข้าชม : 0
เข้าชมลำดับที่
เริ่มใช้งาน : 05 พฤศจิกายน 2561
ข่าว  
สกัดจุดอ่อน "การศึกษาไทย"
Date 29 September 2014
หลังผ่านพ้นวิกฤตการเมืองที่เผชิญมานาน ถึงเวลาแล้วสำหรับ "การปฏิรูป" ขั้นเด็ดขาดเพื่อยกระดับประเทศให้ทันกับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า ซึ่งนอกเหนือจากการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศแล้ว การศึกษาไทยในระดับอุดมศึกษาดูเหมือนจะน่ากังวลที่สุดในเวลานี้

ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงเกือบทุกด้านในขณะที่ทุกประเทศในอาเซียนต่างมุ่งมั่นเสริมสร้างสมรรถนะของประชาชนก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างจริงจัง แต่การศึกษาไทยกลับเดินสวนทาง

ที่ผ่านมา ไทยทุ่มงบประมาณศึกษาค่อนข้างสูง แต่กลับยังไร้ประสิทธิภาพ และยังเผชิญกับปัญหาคุณภาพทางการศึกษาของเยาวชน ทั้งๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 1 ใน 5 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าจำนวนเงินจะเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย

ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา คิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณแผ่นดินมากที่สุดในโลก ประมาณ 5.8% ของจีดีพี ในปี 2554 (ข้อมูลจากสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย หรือ FIT)

ผศ.ดร.การดี ให้มุมมองในฐานะนักวิชาการ โดยอ้างข้อมูลจากเอฟไอที ถึงสัดส่วนและ จำนวนเงินเพื่อการศึกษาไทยล่าสุด ประจำปี 2557 อยู่ที่ 518,519 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด 2,525,000 ล้านบาท

จากจำนวนดังกล่าวจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้งบประมาณการสนับสนุนการศึกษาค่อนข้างมาก แต่หากวิสัยทัศน์ หรือกระบวนการการเรียนการสอนถูกบิดเบือนไปก็ไร้ประโยชน์ ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งหลักสูตรพยายามเน้นการเรียนการสอนที่มาก แต่ด้านผลลัพธ์ความรู้กลับน้อย โดยเฉพาะการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ชั่วโมงเรียนเกือบจะมากที่สุดเมื่อเปรียบกับจำนวนการเรียนการสอนทั้งหมด แต่ผลคะแนนการชี้วัดกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก

ขณะที่นโยบายการศึกษาของสิงคโปร์ หนึ่งในชาติสมาชิกอาเซียนน่าจับตามองอย่างยิ่ง ปัจจุบันสิงคโปร์เน้นการเรียนการสอนแบบ "Teach Less Learn More" ถ้าแปลกันให้ตรงตัวก็คือ "สอนให้น้อยลง แต่ให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้น" โดยเป็นการพัฒนาให้เด็กรุ่นใหม่ให้มีความคิดสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ และมีทักษะการใช้ชีวิต ขณะเดียวกัน การตื่นตัวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามมุ่งแก้ไขและปรับปรุงปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการศึกษาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

อีกทั้ง หลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่เน้นจุดประสงค์เพื่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์การศึกษาไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

"ในความจริงแล้วโอกาสที่จะเกิดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาสูงมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่เริ่มแรกของการพัฒนาประเทศ เพราะสามารถส่งอิทธิพลไปยังความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่อไปในระยะยาวได้" ผศ.ดร.การดีกล่าว

คะแนนของการประเมินผลทักษะของนักเรียนในระดับนานาชาติ (PISA) ซึ่งจะวัดความสามารถของนักเรียนในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยทั้งประเทศของไทยต่ำกว่ามาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างมากในทุก ๆ ด้านและจากการศึกษาในปี 2555 นั้น ประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบ อยู่เพียงในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และเวียดนามเสียด้วยซ้ำ

ผศ.ดร.การดี มองว่า "การลงทุนตั้งแต่เด็ก" เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับการศึกษาไทย ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและเริ่มต้นพัฒนาได้ถูกจุด เห็นได้จากงานวิจัยศึกษาของ นายเจมส์ แฮกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในเด็กเล็กจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในเด็โตราว 7-10 เท่า

รายงานของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ที่ผ่านมา อ้างถึง "ตัวถ่วง" ความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมของประเทศไทย คือ การที่รัฐบาลลงทุนในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งจำนวนสิทธิบัตรที่นักวิทยาศาตร์และนักประดิษฐ์ไทยมีการจดทะเบียนทั้งในและนอกประเทศก็อยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลกด้วย

คุณภาพการศึกษาของไทยที่ต่ำผิดปกติ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลยิ่ง เพราะสะท้อนถึงความไม่เชื่อถือและไม่เป็นที่ยอมรับในคุณภาพการศึกษาไทยโดยรวม ทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในด้านอื่นๆ ของประเทศไทยในอนาคต เพราะรากฐานของความมั่นคงที่สำคัญนอกเหนือจากการเมืองที่โปร่งใสแล้ว ระบบการศึกษาที่ดีจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจได้โดยสรุป ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพจะเป็นตัวช่วยที่ดึงประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ดังนั้นไทยคงต้องปรับทิศทางการพัฒนา และหันมายกเครื่องการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เสียใหม่


 
 

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1411903080



โทร 1100 TOT contact center (24ชั่วโมง) 

 totknowledgeplus Webmaster
โทรศัพท์ : 0 2575 4893 ,0 2575 7602   (เวลา 8.00 - 17.00)โทรสาร : 0 2575 9409 
e-Mail : 
knowledgeplus@tot.co.th
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
89/2 หมู่ 3 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. 10210

Copyright ® 2010-2012 Multimedia Services Development Sector . All Rights Reserved.