วันนี้มีคนเข้าชม : 1
เมื่อวานนี้มีคนเข้าชม : 1
เดือนนี้มีคนเข้าชม : 15
ปีนี้มีคนเข้าชม : 50
ปีที่แล้วคนเข้าชม : 0
เข้าชมลำดับที่
เริ่มใช้งาน : 05 พฤศจิกายน 2561
ข่าว  
มองวงการวิจัยประเทศไทย
Date 3 October 2014
หนึ่งในปัจจัยของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีเรื่องนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแต่การได้มาซึ่งนวัตกรรมย่อมเกี่ยวเนื่องกับผลการวิจัยและพัฒนา เพราะผ่านมาประเทศไทยมีงบฯลงทุนทางด้านนี้เพียง 0.24% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เท่านั้น 

แม้จะมีสัญญาณบวกอยู่บ้างกับตัวเลขล่าสุด ที่พบว่างบฯลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาขยับขึ้นเป็น 0.37% ของจีดีพี โดยสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณ 2.11 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1 หมื่นล้านบาท เมื่อนำมารวมกับเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาทจากภาครัฐ จึงส่งผลให้งบฯวิจัยและพัฒนาของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มสดใสขึ้น

อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่นวัตกรรมเกิดจากนักวิจัยที่สั่งสมองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ด้านการวิจัยอย่างดี หรือเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนนักวิจัยเพียง 9 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ถือว่าน้อยมากเพราะจำนวนเฉลี่ยของนักวิจัยควรอยู่ที่ 36 คน ส่งผลให้เกิดการผลักดันในการเพิ่มจำนวนนักวิจัย 


ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน

ดังจะเห็นได้จากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการเพิ่มจำนวนนักวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบงานวิจัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

รัฐต้องเพิ่มงบฯวิจัยและพัฒนา

"ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน" ผู้อำนวยการ คปก.ให้ข้อมูลว่า คปก.จัดสรรทุนให้กับนักวิจัยปีละ 280-300 ทุน และหลังจากดำเนินการมา 18 ปี สามารถผลิตดุษฎีบัณฑิตได้กว่า 2,000 คน มีผลงานวิจัยประมาณ 5,600 เรื่อง กระนั้นสัดส่วนดังกล่าวไม่สามารถทำให้ไทยแข่งขันได้ เพราะขณะที่ไทยผลิตนักศึกษาปริญญาเอกได้ปีละประมาณ 2,000 คน แต่ประเทศเกาหลีใต้ผลิตได้ปีละกว่า 1.2 หมื่นคน นั่นเป็นเพราะเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทยยังน้อยอยู่

"ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทำโครงการที่มีผลกระทบสูง รัฐต้องใส่เงินเข้ามามากกว่านี้ อาจเพิ่มเงินเป็นปีละ 1 แสนล้าน หรือ 5 เท่าเมื่อเทียบปัจจุบัน จึงจะทำให้สัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี สิ่งสำคัญคือการพัฒนาคนทุกระดับ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องงานวิจัยที่เกิดนวัตกรรม ผมคิดว่าเน้นช่วงระดับปริญญาเอกน่าจะเหมาะสม เพราะหากทำได้ดีจะเป็นการดึงดูดนักเรียนเก่ง ๆ เข้ามาเรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น" 

ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำลังอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก เป็นการจัดสรรทุนเพื่อผลิตอาจารย์ระดับปริญญาเอกในระยะเวลา 10 ปี รวม 1.6 หมื่นทุน หรือปีละ 1,600 ทุน แบ่งเป็นทุนต่างประเทศ 2,500 ทุน, ทุนในประเทศ 7,500 ทุน และทุนร่วมกันในประเทศและต่างประเทศ 6,000 ทุน โดย "ศ.ดร.อมเรศ" มองว่า ถ้าโครงการนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจะมีประโยชน์อย่างมากต่อวงการวิจัยของไทย มิเช่นนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวทันเกาหลีใต้ หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้

ขยายโครงการเพิ่มจำนวนนักวิจัย

นอกเหนือจาก คปก.แล้ว สกว.ยังขยายโครงการเพิ่มเติม เพื่อหางบประมาณมาสนับสนุนการผลิตนักวิจัย จึงออกมาเป็นโครงการพัฒนานักวิจัย และงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) และโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (IRN) เมื่อรวมตัวเลขดุษฎีบัณฑิตจากทั้ง 3 โครงการ จะได้นักวิจัยปีละ 400 คน กระนั้นจากข้อมูลของทีดีอาร์ไอระบุว่า ประเทศไทยต้องการคนระดับปริญญาเอกปีละ 4,007 คน

"ปัจจุบันประเทศไทยผลิตนักศึกษาปริญญาเอกปีละ 2,000 คน ถ้าหากได้จากโครงการของ สกอ.เข้ามาด้วย จะช่วยดันยอดให้ขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ยังไม่พอกับ

เป้าหมายที่ต้องไปถึง เราจึงวางแผนไว้ว่าจะทำอีก 2 โครงการเตรียมนำเสนอสำหรับปีงบประมาณ 2559 ได้แก่ โครงการความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยภาครัฐที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในการให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก และโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาแห่งชาติ"

โครงการแรกมาจากการเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานวิจัยของรัฐที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมการแพทย์ เป็นต้น แต่งานวิจัยไม่เข้มแข็งเท่าไร จึงน่าจะให้นักวิจัยจากหน่วยงานนั้น ๆ มาทำงานร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะจัดสรรทุนให้กับนักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน 6 ทุน, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ 3 ทุน และสถาบันวิทยาการ สวทช. (NSTDA Academy) 10 ทุน ส่วนอีกโครงการจะเป็นการให้มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางงานวิจัยสูงจับคู่ช่วยมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญน้อยกว่า เพื่อทำงานวิจัยร่วมกัน เพื่อขยายไปสู่การเป็นเครือข่ายวิจัยระดับชาติ

หนุนตั้งบริษัท Start up

อีกแนวทางที่จะสามารถพัฒนาวงการวิจัย คือให้ สกว.รื้อฟื้นโครงการสร้างนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Post-Doctoral Program) ให้ทุนกับคนกลุ่มนี้ทำวิจัยต่อหลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอก โดยยังไม่ต้องไปเป็นอาจารย์ก่อน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ทั้งนั้น เพราะตามปกติแล้วคนที่จบปริญญาเอกส่วนใหญ่มักไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ได้รับมอบหมายให้สอนหนังสือและคุมแล็บนักศึกษา แล้วจึงค่อยนำเวลาที่เหลือไปใช้กับการวิจัย หรือกล่าวได้ว่าคนที่มีความพร้อมกลุ่มนี้ถูกงานสอนดึงเวลาไปหมด 

"ศ.ดร.อมเรศ" กล่าวว่า เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จะต้องพัฒนาให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยการจัดตั้งบริษัท Start up โดยมีกระบวนการให้นักวิจัยระดับปริญญาเอกร่วมกับนักบริหารจัดการ เพื่อนำไอเดียจากผลงานวิจัยไปขายให้กับผู้ประกอบการ อันจะผลักดันนวัตกรรมให้ออกมาในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเห็นตัวอย่างได้จากต่างประเทศอย่างมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จะมี Start up ประมาณ 20 รายต่อปี และถ้าสามารถทำภาพตรงนี้ให้เกิดขึ้นได้ ตนเชื่อว่าจะมีพ่อแม่จำนวนหนึ่งส่งเสริมให้ลูกเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อก้าวไปสู่ผู้ประกอบการและกลายเป็นเศรษฐีในอนาคต

"ทิศทางการวิจัยของไทยอีก 5-10 ปีข้างหน้า งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนายังคงถูกจำกัดอยู่ ผมคิดว่าสิ่งที่ไทยน่าจะทำคือโฟกัสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ทุ่มไปเลยในด้านโภชนาการอาหาร หรือเกษตร ไม่ใช่แบ่งเฉลี่ยให้กับทุกกลุ่ม มิฉะนั้น เราจะแข่งกับใครไม่ได้ ผมเคยไปคิวบา เขาโฟกัสไปที่เภสัชกรรมจากเมื่อก่อนเขามีชื่อเสียงเรื่องอ้อยและยาสูบ ซึ่งเขามองว่าสองส่วนนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในอนาคต นั่นจึงทำให้เมื่อ 20 ปีที่แล้วคิวบาจึงลงทุนด้านอุตสาหกรรมเภสัชกรรม ตอนนี้เขาสามารถผลิตยาชั้นแนวหน้า ทั้งยังส่งออกด้วย"

นี่คือภาพที่ "ศ.ดร.อมเรศ" ต้องการจะเห็นและอยากให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ก่อนที่จะส่งไม้ต่อการผลักดันด้านการวิจัยและพัฒนาให้กับ "ศ.ดร.อมรรัตน์ พงศ์ดารา" ซึ่งจะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ คปก.คนถัดไป

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1412164745



โทร 1100 TOT contact center (24ชั่วโมง) 

 totknowledgeplus Webmaster
โทรศัพท์ : 0 2575 4893 ,0 2575 7602   (เวลา 8.00 - 17.00)โทรสาร : 0 2575 9409 
e-Mail : 
knowledgeplus@tot.co.th
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
89/2 หมู่ 3 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. 10210

Copyright ® 2010-2012 Multimedia Services Development Sector . All Rights Reserved.